บทความพิเศษ : ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางยุทธศาสตร์ของอิหร่าน เมื่อ " พี่น้องมุสลิม " กลายเป็น " คู่แข่งทางการเมือง " ในฐานะประเทศอิสลามสำคัญในตะวันออกกลาง อิหร่านเผชิญกับความโดดเดี่ยวในเวที ระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับแรงกดดันหรือความขัดแย้งจากภายนอก ดังเช่นในเหตุการณ์ปัจจุบันที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ประเทศมุสลิมเพื่อนบ้านส่วนใหญ่กลับรักษาระยะห่าง หรือแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่ออิหร่านเสียมากกว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงจากความขุ่นเคืองทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึก ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนา และความขัดแย้งทางผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สั่งสมมานานนับศตวรรษ อิหร่านถูกล้อมรอบด้วยประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมถึง 11 ประเทศ ได้แก่ ตุรกี อาเซอร์ไบจาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน เยเมน โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และคูเวต แม้จะมีศาสนาอิสลามเป็นเครื่องหมายร่วม แต่การที่อิหร่านนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เป็นหลัก และดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มักเผชิญหน้ากับชาติ...
บทวิเคราะห์: ปฏิบัติการ "กระต่ายกัดสิงโต" เมื่ออิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ-อิสราเอล อย่างสิ้นหวังและดุเดือด สถานการณ์ในตะวันออกลางได้พลิกผันเข้าสู่จุดวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์ หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉาก "ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่" ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของเป้าหมาย จังหวะเวลา และผลลัพธ์ที่ตามมา ซึ่งได้ปลดปล่อยสงครามรูปแบบใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงสมการความมั่นคงในภูมิภาคไปตลอดกาล ยุทธการ "ถอนรากถอนโคน" ของทรัมป์-เนทันยาฮู สิ่งที่ปรากฏในข่าวสอดคล้องกับรายงานของ Xinhua อย่างยิ่ง ว่าเป็นการโจมตีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพอากาศอิสราเอล โดยใช้เครื่องบินรบประมาณ 200 ลำ โจมตีเป้าหมายกว่า 500 จุดใน 24 จังหวัดของอิหร่าน แตกต่างจากการโจมตีในอดีตที่มักจำกัดวงรอบโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดิน ครั้งนี้เครื่องบินรบของอิสราเอลและสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่ศูนย์บัญชาการกลาโหม อาคารหน่วยข่าวกรอง และพื้นที่ใกล้สำนักงานของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในกรุงเตหะราน การโจมตีที่ชัดเจนและรุนแรงนี้...