ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การไร้สติสร้างความเคียดแค้นไม่เคยแก้ปัญหาใดๆได้


ผมเองเป็นพุทธมาแต่เกิดได้ปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาตลอดและเป็นพลเมืองไทยที่รักชาติรักแผ่นดินไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย ผมเข้าใจต่อคนทั่วไปที่ประณามการกระทำอันชั่วร้ายของโจรหรือฆาตกรใจโหดทั้งหลาย ผมเองก็ประณามและผมเชื้อว่านักสิทธิมนุษย์ชนทุกท่านในด้านส่วนตัวที่เป็นปัจเจกชนท่านก็ประณามต่อการกระทำดังกล่าวนั้น แต่ในการทำหน้าที่ต้องใช้สติและเหตุผลในเชิงกฎหมาย ในเชิงสังคม ในเชิงรัฐศาสตร์ ไม่ออกมาแสดงบทบาทใส่ไฟให้ประชาชนมีความเคียดแค้น ตัดสินใจด้วยอารมณ์ เหตุการณ์ต่างๆที่ก่อปัญหาอยู่ในสังคม ไม่ว่าเหตุการณ์ในภาคใต้หรือที่เกิดขึ้น ณ ที่ใดของประเทศ ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องใช้กลไกอำนาจรัฐ ไม่ว่าทางกฎหมาย ทางรัฐศาสตร์ ทางจิตวิทยา ไม่ว่าจะใช้อำนาจกำหนดมาในแนวทางใดก็ตามจะต้องก่อให้เกิดการยอมรับของประชาชนทุกหมู่เหล่าและต้องได้รับความเที่ยงธรรมอย่างเสมอหน้า ไม่ใช่ใช้วิธีสร้างความเกลียดชังและเคียดแค้นให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนเข้าไปแก้ปัญหา ถ้าใช้วิธีแก้ปัญหาโดยวิธีนี้ไม่มีทางแก้ปัญหาได้มีแต่จะทำให้ปัญหารุนแรงทวีคูณยิ่งขึ้น .....ผมเองในฐานะเป็นคนในพื้นที่ภาคใต้ได้รับรู้ปัญหาและเฝ้าติดตามมาตลอด.....ถ้าเรายังไม่ลืมเหตุการณ์ความรุนแรงในชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันมา ที่เริ่มต้นเติบโตขึ้นก็นับแต่รัฐบาลนายทักษิณที่ใช้วิธีการยั่วยุให้ประชาชนแตกแยกและเคียดแค้นกัน ก่อให้เกิดสงครามฆ่าฟันกันสูญเสียชีวิตและงบประมาณแผ่นดิน ปัญหาไม่สามารถแก้ได้ด้วยการก่อสงคราม การก่อสงครามเป็นกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ของคนชั่ว ขอให้ดูตัวอย่างเรื่องเช่นนี้ในระดับสากล ประเทศที่ก่อสงครามไปทั่วทุกหัวระแหงบนโลกใบนี้ ประเทศผู้ก่อสงครามได้รับผลประโยชน์จากสงคราม แต่ประชาชนที่ตกเป็นเยื่อของสงคราม ต้องได้รับความทุกข์เข็นบ้านแตกสาแรกขาด ต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน ต้องสูญเสียชีวิตลูกหลานญาติพี่น้อง ผู้ก่อสงครามที่เกิดจากกลุ่มบุคคล กลุ่มประเทศล้วนแต่มีกิเลสเห็นแก่ตัวไม่เคยรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองเลย.......ปัญหาความทุกข์เข็นของประชาชนบนโลกใบนี้ที่เกิดความวุ่นวายทุกข์ยากของมวลมนุษยชาติทั้งมวล ล้วนแต่เกิดจากกลุ่มบุคคล กลุ่มประเทศที่มีกิเลศเห็นแก่ตัวแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบของการก่อสงคราม ในรูปแบบของธุรกิจที่สามานย์ในระบบทุนนิยมที่ถูกสร้างให้เชื่อว่ามันดี มันถูกต้องชอบธรรมแต่เบื้องหลังของมันคือผลประโยชน์ของบุคล กลุ่มบุคคล หรือปัจเจกชน หาใช้การเจริญก้าวหน้า การอยู่ดีกินดีของประชาชนโดยส่วนรวมทั้งสังคมนั้นไม่



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานขยี้กล่องดวงใจทศกัณฐ์

     เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานขยี้กล่องดวงใจทศกัณฐ์   ทศกัณฐ์มีน้องสาวคนสุดท้องชื่อ สำมนักขา กำลังเป็นหม้าย อยู่มาวันหนึ่ง แม่หม้ายสำมนักขาออกเทียวป่ามาเจอนางสีดา สาวงามอยู่กลางป่า เมื่อกลับไปเมืองลงกาก็นำเรื่องนางสีดาเล่าให้พี่ชายทศกัณฐ์ฟัง ทศกัณฐ์เป็นยักษ์ที่มีฤทธิเดชมาก มียี่สิบมือ สิบหัว นิสัยเจ้าชู้และโหดร้ายมาก เมื่อได้ฟังเรื่องนางสีดาจากน้องสาวก็ตาลุกวาวอยากได้นางสีดามาเชยชม ได้วางแผนลักพาตัวนางสีดาไปอยู่เมืองลงกา จึงเกิดสงครามแย้งชิงนางสีดาระหว่างฝ่ายพระรามซึ่งเป็นฝ่ายธรรมมะ กับฝ่ายยักษ์ทศกัณฐ์ซึ่งเป็นฝ่ายอธรรม ผลัดกันรับผลัดกันลุกหลายยกหลายตอน จนมีเรื่องร้องเรียนและฟ้องร้องไปยังท้าวมาลีวราช ให้ช่วยตัดสินความขัดแย้งระหว่างฝ่ายพระรามกับฝ่ายทศกัณฐ์ ฝ่ายทศกัณฐ์มั่นใจว่าท้าวมาลีวราชคงเข้าข้างตนเพราะตามศักดิ์ท้าวมาลีวราชเป็นปู่ของทศกัณฐ์ ตนสามารถติดสินบนท้าวมาลีวราชได้ และทศกัณฐ์พยายามใส่ความเท็จต่างๆกับพระราม เมื่อท้าวมาลีวราชมาสอบสวนทวนความ ทั้งฝ่ายพระราม ทั้งฝ่ายทศกัณฐ์ และนางสีดาแล้ว ก็เห็นชัดๆว่าฝ่ายทศกัณฐ์เป็นฝ่ายผิด จึงตัดสินให้ฝ่ายทศกัณฐ์คืนนางสีดาให้...

พุทธคือวิถีแห่งปัญญา (ตอนที่ ๒)

พุทธคือวิถีแห่งปัญญา (ตอนที่ ๒)   ถ้าหากจะต้องจัดลำดับใหม่ให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น มรรคที่มีองค์ประกอบ ๘ ประการดังกล่าวก็คือ สิกขา ๓ หรือไตรสิกขาที่เรียกว่า อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญาสิกขา สิกขา   ตามความหมายของพุทธนั้น คือ กระบวนการรับรู้หรือเรียนรู้ที่ผ่านการปฏิบัติและได้ประจักษ์แจ้งจริง ส่วน อธิ นั้นหมายถึง ใหญ่ หรือสำคัญ ดังนั้น อธิและสิกขาก็คือการเรียนรู้ยิ่งขึ้นไปของศีล จิตต (สมาธิ) และปัญญา อันเป็นลักษณะพลวัตของไตรสิกขาดังกล่าว หรือกล่าวโดยย่อก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ องค์ประกอบสำคัญที่จำเป็นจะต้องมีการพัฒนายิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อการบรรลุนิพพานนั่นเอง จึงจำแนกได้ดังนี้      ดังนั้นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะยกระดับจิตของมนุษย์ก็คือปัญญาซึ่งเป็นจุดเน้นที่สำคัญที่สุดของพุทธธรรมและเนื่องจากปัญญามีความสำคัญที่สุดกระบวนการสร้างปัญญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งจุดนี้เป็นจุดที่ขาดหายไปจากการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มนุษยนิยม        เพื่อการเข้าใจที่ชัดเจนของกระบวนการยกระดับหรือสร้างเสริมทาง...

นิทานสุภาษิตจีนเรื่อง ลุงโง่ย้ายภูเขา

   มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ลุงหยูกง แกตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่หลังภูเขาสองลูกชื่อว่า ไท่เชียงและหวังหวู ภูเขาสองลูกนี้ สูงนับพัน เริน กว้างใหญ่ถึง 700 ตารางลี้ ทุกคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่หลังเขาทั้งสองลูกนี้ ไม่สะดวกในการเดินทางเพราะภูเขามาปิดกันความ สะดวกสบาย แต่ด้วยความเคยชินไม่มีใครสนใจต่ออุปสักข้อนี้ ลุงหยูกงแกก็ใช้ชีวิติไปตามปกติเหมือนคนทั่วไป หรือแกจะคิดถึงอุปสักข้อนี้ อยู่บ้างตามนิทานก็ไม่ได้บันทึกไว้ และอีกข้อหนึ่งที่นิทานไม่ได้บันทึกไว้ก็คือไม่เคยปรากฏว่าแกเคยเป็นกำานัน ตามนิทานจึงไม่เรียกแกว่า “ลุง กำานัน  หยูกง”   จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งแกเกิดดำาริขึ้นในใจว่า”เราก็ทำาอะไรต่อมิอะไรมาในชีวิติมากมายถูกบ้างผิดบ้างเป็ นธรรมดาของคน สามัญทั่วๆไป แต่ครั้งนี้เราได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่า ไอ้ภูเขาสองลูกนี้ที่ขวางความเจริญของหมู่บ้านเราอยู่นี้ จะต้องขุดย้ายออกไป ไม่ให้เป็นอุปสักขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของหมู่บ้านต่อไปอีก ว่าแล้วแกก็ชวนลูกหลานและเพื่อนบ้านที่เห็นด้วยกับแกให้มาช่วยกันขุดย้าย ภูเขา ยังมีเพื่อนบ้านของลุงหยูกงคนหนึ่งชื...