โลกหลังการระบาดโรคไวรัสกลายพันธ์โควิด - 19
ความสัมพันธ์ของมนุษย์บนโลกทั้งมวลในการดำรงชีวิต
สังเกตจากพลังการผลิตในภาพรวมของสังคม และประเทศไทยเราก็อยู่ร่วมในพลังการพลิตเพื่อการดำรงชีพของสังคมในขบวนเดียวกันกับประเทศอื่น
ๆ ที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การผลิตการดำรงชีพแบบดั้งเดิมซึ่งเรียกว่าการผลิตแบบหัตถกรรม
จนมนุษย์ที่ฉลาดของสังคมส่วนหนึ่งได้คิดค้นและพัฒนาการผลิตมาตลอดจนถึงยุคปัจจุบันที่มีห่วงโซ่สายพานการผลิตที่สลับซับซ้อนเพื่อเร่งการผลิตและข้ามข้อจำกัดในด้านต่าง
ๆ ของธรรมชาติ
เช่นใช้วัตถุดิบประเทศหนึ่งไปแปรรูปอีกประเทศหนึ่งต่อจากนั้นก็ส่งไปอีกประเทศหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงและแรงงานที่มีฝีมือ
ส่วนเจ้าของทุนนั่งบริหารอยู่อีกประเทศหนึ่ง ในขบวนการผลิตหรือห่วงโซ่การผลิตแบบนี้ทรัพยากรในการผลิดทั้งหมดมาจากธรรมชาติร่วมกันของโลกใบเดียวกันและสังคมทั่วทั้งโลกเกือบจะหลอมรวมเป็นสังคมเดียวกัน
เมื่อการผลิตทำได้ง่ายและมีผลิตภัณฑ์ออกมาจำนวนมากจึงมีระบบการตลาดทำหน้าที่เร่งการบริโภคจนล้นเกินเพื่อรักษาระดับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแต่ผลที่ตามมาก็ก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม
ทำลายธรรมชาติ และที่สำคัญก่อให้เกิดสังคมแบบ “รวยกระจุกจนกระจาย” ซึ่งเป็นต้นต่อของปัญหาสังคมในด้านต่าง
ๆจนกลไกอำนาจรัฐก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ในขบวนการดำรงชีพของมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้สร้างความสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องกับสรรพสิ่งทั้งมวลตามหลักธรรมใน “นิยาม ๕ “# ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ
ทั้งอุตุนิยาม(คือดินน้ำไฟลมและแร่ธาตุต่าง ๆตลอดจนเครื่องจักรกล หุ่นยนต์
เอไอและอาวุธ) พิชนิยาม(คือพืช ป่าไม้ การตัดต่อพันธุกรรมพืช)
จิตนิยาม(สัตว์โลกต่าง ๆตั้งแต่สัตว์เซลล์เดี่ยวพวกจุลินทรีย์ต่าง ๆ หรือไวรัสต่าง
ๆ มาจนถึงมนุษย์ ตลอดจนการตัดแต่งพันธุกรรมสัตว์ไปจนถึงมนุษย์) การเปลี่ยนแปรง(กรรมหรือ
ความสมดุลใหม่)ที่เกิดขึ้นโดยเผ่าพันธุ์ที่อยู่ในระดับจิตนิยามทั้งหลายเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ที่เรียกตามภาษาธรรมว่า “กรรมนิยาม”และ “ธรรมนิยาม” เผ่าพันธุ์ทั้งสองนี้จะจำลองตัวเองหรือสืบต่อเผ่าพันธ์ตัวเองขึ้นมาใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดหากความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งนั้นมันสอดคล้องที่จะก่อกำเนิด “กรรมนิยาม” หรือ “ธรรมนิยาม” แต่มันจะอยู่ในรูปของพลังงานหรือรูปอย่างไร
ความรู้ทางโลกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ความรู้พราะความรู้ที่จะศึกษาตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบมาได้ถูกละทิ้งไปเกือบจะหมดเชื้อ
อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันปีมาแล้วและการศึกษาได้ถูกเบี่ยงเบนแนวทางไปทางเทวนิยมซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงห้ามไว้แล้ว
มนุษย์ที่ฉลาดได้พัฒนาต่อยอดความรู้ที่เรียกว่าเทคโนโลยีตั้งแต่แบบหัตถกรรมในยุคโบราณเรียกกว่า” เทคโนโลยียุค 1.0” ต่อมามีผู้ที่ได้คิดค้นพัฒนาเครืองจักรไอน้ำ
ขึ้นมาได้เรียกเทคโนโลยียุคนี้ว่า “เทคโนโลยียุค 2.0” ซึ่งเกิดขึ้นและพัฒนาในประเทศทางยุโรป
ต่อมาได้พัฒนาการผลิตแบบสายพานการผลิตและใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในได้ไปพัฒนาและเจริญในประเทศอเมริกาและได้แพร่หลายไปทั่วยุโรปและทั่วโลกเรียกเทคโนโลยี่ยุคนี้ว่า “เทคนลยี่ยุค 3.0” ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยี
3.0 ต่อจากเทคโนโลยี 2.0 ที่เจริญก้าวหน้าในยุโรป
เนื่องจากยุโรปกำลังบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนเทคโนโลยียุค 4.0 ได้พัฒนาในญี่ปุนซี่งเป็นประเทศแรกที่พัฒนาการผลิดโดยใช้แขนกลหรือหุ่นยนต์
ได้แพร่หลายไปทั่วโลก
และประกอบกับยุคนี้การพัฒนาด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาขึ้นมาซึ่งเป็นยุคในปัจจุบันนี้
เพราะอเมริกากำลังหมกหมุ่นอยู่กับการก่อสงครามนอกประเทศ ทำให้พลังการผลิตของญี่ปุ่นเหนือกว่าอเมริกา
ในที่สุดอเมริกาได้แก้ปัญหาแบบเอเมริกาโดยการเรียกประชุมประเทศพัฒนาแล้วรวมทั้งญี่ปุ่นและได้ทำมติที่ประชุมเป็นข้อตกลงที่ “ญี่ปุ่นยอมรับด้วยความสมัครใจที่จะจำกัดการพัฒนาพลังการผลิด”........ ยุคต่อไปจะเป็นยุคเทคโนโลยียุค
5.0 ตามคาคการจะเป็นยุคที่มนุษย์จะต้องเดินทางไปนอกโลกหรือยุคอวกาศ
ซึ่งความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในยุคปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอีกมาก แม้โลกจะมี
เทคโนโลยี 5G และเทคนโลนีด้านAIก็ไม่สามารถให้มนุษย์เดินทางในระยะไกล
ๆถึงปีแสงได้
มนุษย์จัดอยู่ในเผ่าพันธ์ของ "จิตนิยาม"# ที่สามารถสร้าง “ปัญญา”ซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์เท่านั้นโดยใช้ความเพียรทางปัญญาหรือความฉลาดเพื่อตัวเองเข้าไปเรียนรู้กฎเกณของการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดจากความสัมพันธ์ของความขัดแย้งของสรรพสิ่ง(ความสมดุลใหม่)ในทางทำลายตัวมนุษเองไม่ว่าจะเป็นภัยที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ
ในด้านโรคภัยไข้เจ็บโรคระบาดต่าง
ๆตลอดจนการเบียดเบียนกันเองในสังคมมนุษย์ด้วยกันเอง…..จากกรณีการระบาดของโรคไวรัสโควิด
19 ไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ก็หนีไม่พ้นกฎเกณดังกล่าวข้างต้นนี้ไปได้
แต่มนุษย์ผู้มี “ปัญญา”ย่อมสามารถศึกษาและสรุปบทเรียนแล้วนำมารับใช้มนุษยชาติทั้งมวลทุกสังคมร่วมกันได้…...ขอให้กลุ่มชนผู้มีปัญญาได้สรุปปัญหาไว้เป็นบทเรียนว่าทุกชนชาติภาษาในโลกใบนี้ที่เราร่วมอยู่ในชะตากรรมอันเดียวกันถึงเวลาแล้วที่เราจะมาสามัคคีกันหันมาสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับมนุษย์หยุดยั้งการเอาเปรียบมนุษย์ด้วยกันเองมาร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน
หลังผ่านพ้นช่วงการระบาดของโรคไวรัสโควิด
19 ไปได้มนุษย์ทั่วทั้งโลกต้องสรุปบทเรียนร่วมกันว่าจะต้องร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร
ชาติใดจะเอาดีส่วนตัวย่อมอยู่ไม่ได้เพราะโครงสร้างทางการผลิดแบบเดิมได้ถูกทำรายลงไปจำนวนมากจะฟื้นกลับไปสู่แบบเดิมแสนยากแล้วประจวบกับเทคโนโลยี
4.0 ได้พัฒนามาถึงระดับที่สังคมทุกระดับชั้นเข้าถึงได้ง่ายผิดกับเทคโนโลยีก่อนไวรัสโควิด
19 ระบาดซึ่งถูกจำกัดอยู่ในความครอบครองของคนชนชั้นสูงและกลุ่มทุนใหญ่
โครงสร้างการผลิดแบบเดิมที่เน้นเพื่อการเสพและการบริโภคอย่างล้นเกินเปลี่ยนมาเป็นโครงสร้างทางการผลิดที่เน้นการบริโภคในเชิงปัญญาที่บริโภคอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้เทคโนโลยี 4.0 โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI BIG DATA และ 5 G ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการผลิดให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคนจำนวนมากเข้าถึงได้อย่างง่ายดายจะไม่จำกัดอยู่กับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเพียงกลุ่มเดียว
ส่วนการเรียนรู้หรือระบบการศึกษาของสังคมทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ด้านต่าง
ๆได้อย่างงายดายไร้ข้อจำกัดเพียงแต่มีความตั้งใจและใช้ความเพียร
จึงทำให้เกิดผู้แตกฉานทางปัญญาขึ้นได้มาก การร่วมมือแรกเปลี่ยนในทางสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้นทั่วโลก
ข้อจำกัดทางความรู้ที่ติดอยู่กับเงื่อนเวลาก็ถูกแก้ปัญหาด้วยระบบเทคโนโลยีได้ในระดับที่น่าพอใจ
เช่นความรู้บางอย่างต้องใช้เวลาค้นคว้าศึกษาร่วมสิบปีแต่ปัจจุบันใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที่ จึงมีความหวังว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบมาเมื่อ
๒๕๐๐
กว่าปีมาแล้วแต่ถูกอวิชชาเข้ามาเบี่ยงเบนไปสู่พุทธเทวนิยมดั่งที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้มาประมาณพันกว่าปีจะได้กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ในยุคเทคโนโลยี
4.0 เพื่อทะลวงข้อจำกัดของมนุษย์ในการเดินทางข้ามความเร็วแสงให้ได้
ซึ่งจะนำมาใช้ในยุดเทคโนโลยี 5.0 หรือเทคโนโลยียุคอวกาศ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็เดินตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางไว้นั้นก็คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” สามคำง่าย
ๆแต่ไม่ใช่นั่งสกดจิตตัวเองตามแบบเทวนิยมที่มีอยู่ทั่วไปซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงห้ามไว้
และทรงชี้แนะแนวทางไว้ให้คือการปฏิบัติศีลจะทำให้จิตมั่นคงเกิดพลังทางปัญญากลับมายกระดับศีลให้มั่นคงยิ่งขึ้นปัญญาก็จะยกระดับขึ้นเป็นการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องไปไม่ขาดสาย
จนเกิดปัญญาเข้ม “ปัญญา” เปรียบคล้ายแสงสว่างที่ส่องเข้ารับรู้ความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งหลายทังบนโลกและในมหาจักรวาลซึ่งเผ่าพันธ์ “ธรรมนิยาม”ผลิตขึ้นมา
ความสงบสุขของโลกใบนี้ก็จะเกิดขึ้นเมื่อสรรพสิ่งทั้งหลายมันเอื้อให้เกิดขึ้นได้หลังผ่านพ้นยุคไวรัสกลายพันธ์โควิด
19 ไปได้ด้วยประการฉะนี้…..วีระ สระกวี
# นิยาม ๕ ตามความหมายของหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ
อันหมายถึงสรรพสิ่งทั้งปวงที่เป็นโลกและมหาจักรวาลมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
……. ในพระธรรมข้อนี้สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ทางสังคมวัตถุนิยมวิภาษวิธีและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น