บทวิเคราะห์: ปฏิบัติการ "กระต่ายกัดสิงโต" เมื่ออิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ-อิสราเอล อย่างสิ้นหวังและดุเดือด
สถานการณ์ในตะวันออกลางได้พลิกผันเข้าสู่จุดวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์ หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉาก "ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่" ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของเป้าหมาย จังหวะเวลา และผลลัพธ์ที่ตามมา ซึ่งได้ปลดปล่อยสงครามรูปแบบใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงสมการความมั่นคงในภูมิภาคไปตลอดกาล
ยุทธการ "ถอนรากถอนโคน" ของทรัมป์-เนทันยาฮู
สิ่งที่ปรากฏในข่าวสอดคล้องกับรายงานของ Xinhua อย่างยิ่ง ว่าเป็นการโจมตีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพอากาศอิสราเอล โดยใช้เครื่องบินรบประมาณ 200 ลำ โจมตีเป้าหมายกว่า 500 จุดใน 24 จังหวัดของอิหร่าน แตกต่างจากการโจมตีในอดีตที่มักจำกัดวงรอบโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดิน ครั้งนี้เครื่องบินรบของอิสราเอลและสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่ศูนย์บัญชาการกลาโหม อาคารหน่วยข่าวกรอง และพื้นที่ใกล้สำนักงานของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในกรุงเตหะราน
การโจมตีที่ชัดเจนและรุนแรงนี้ ยืนยันได้ว่าทรัมป์และเนทันยาฮูไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "ยับยั้ง" หรือ "กดดัน" ให้อิหร่านกลับมาเจรจาอีกต่อไป แต่มีเป้าหมายที่จะ "โค่นล้มระบอบการปกครอง" ตามที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลและสหรัฐฯ กล่าวออกอากาศ และที่สำคัญคือ มีเป้าหมายสังหารผู้นำสูงสุดคาเมเนอี ซึ่งต่อมาสื่อทางการอิหร่านได้ยืนยันการเสียชีวิตของท่านเมื่อเช้าวันที่ 1 มีนาคม รัฐบาลอิหร่านประกาศไว้อาลัย 40 วัน
อิหร่านไร้ทางเลือก: จากโต๊ะเจรจาสู่ "ปฏิบัติการตามพันธสัญญา 4"
ข่าววิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้แม้อิหร่านจะยอมประนีประนอม แต่ไม่เป็นที่พอใจของทรัมป์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าโอมานซึ่งเป็นคนกลางได้แสดงความผิดหวังที่การเจรจาถูกบ่อนทำลาย การที่ที่พักของผู้นำสูงสุดถูกโจมตีโดยตรง ได้เผา "ขีดเส้นแดง" ทิ้งหมดสิ้น ทำให้รัฐบาลอิหร่านเลิกลังเลและหันมาใช้มาตรการที่เด็ดขาดและสิ้นหวัง
อิหร่านตอบโต้ด้วย "ปฏิบัติการตามพันธสัญญา 4" (Operation True Promise 4) ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยเปิดใช้งานบังเกอร์ใต้ดินในเมืองขีปนาวุธต่างๆ ยิงขีปนาวุธกว่า 150 ลูกในระลอกแรก พร้อมกับโดรนจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง "ฟาเตห์" ที่ถูกเก็บเป็นความลับมาเป็นเวลานาน การตอบโต้ครั้งนี้มีเป้าหมายสองด้านพร้อมกัน คือ อิสราเอล และฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
จุดอ่อนของมหาอำนาจในสมรภูมิแห่งใหม่
การตอบโต้ของอิหร่านแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่น่าตกใจ แม้อิสราเอลจะมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค แต่พื้นที่อันจำกัดและเศรษฐกิจที่พึ่งพาเมืองใหญ่ทำให้อิสราเอลเปราะบางอย่างยิ่ง มีรายงานความเสียหายและการระเบิดในเขตอุตสาหกรรมท่าเรือเทลอาวีฟและไฮฟา รวมถึงฐานทัพอากาศเนวาดิม
ในขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ ก็ไม่รอดพ้นจากการโจมตี รายงานจากหลายแหล่งยืนยันว่ามีการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ อย่างน้อย 14 แห่งในภูมิภาค ไฮไลท์สำคัญคือการที่โดรนพลีชีพของอิหร่านสามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันและโจมตีศูนย์กลางการสื่อสารของกองเรือที่ 5 ในบาห์เรนได้อย่างแม่นยำ และที่สำคัญคือการทำลาย เรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า AN/FPS-132 "Pave Paws" ในกาตาร์ด้วยขีปนาวุธความเร็วสูง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญในการตรวจสอบการยิงขีปนาวุธของอิหร่าน การสูญเสียเรดาร์นี้จะลดประสิทธิภาพการสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลงอย่างมหาศาล
จุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์
จากผลการปฏิบัติการที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าแม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะมีเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า แต่ก็ไม่สามารถปราบปรามการตอบโต้ของอิหร่านได้อย่างสิ้นเชิง การที่โดรนและขีปนาวุธอิหร่านสามารถทะลวงแนวป้องกันและโจมตีเป้าหมายมูลค่าสูงได้สำเร็จ เป็นการพิสูจน์ว่า "สิงโต" อาจโดน "กระต่ายที่จนมุม" กัดเจ็บสาหัสได้
ประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไป:
สงครามขีปนาวุธไม่มีวันจบ: อิหร่านมีพื้นที่กว้างใหญ่และ "เมืองขีปนาวุธ" ใต้ดินจำนวนมาก ซึ่งยากต่อการทำลายหากไม่ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไป การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเลือกโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียว เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้อิหร่านสามารถระดมยิงขีปนาวุธใส่เมืองและฐานทัพของฝ่ายตรงข้ามได้เรื่อยๆ จนกว่าคลังแสงจะหมด
วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานโลก: การที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็น 20% ของโลก จะส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ: ประชาคมโลก รวมถึงรัสเซีย จีน สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ต่างแสดงความกังวลอย่างยิ่งและเรียกร้องให้ยุติการใช้กำลังและกลับสู่โต๊ะเจรจา แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดที่ผู้นำสูงสุดถูกสังหารแล้ว โอกาสที่จะกลับไปสู่การเจรจาดูเหมือนจะริบหรี่ลงทุกขณะ
บทสรุป
การตัดสินใจของทรัมป์และเนทันยาฮูในการผลักดันอิหร่านจนถึงขีดสุด อาจเป็นการคำนวณที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ แทนที่จะได้ชัยชนะเบ็ดเสร็จ พวกเขากลับปลุกกระแสชาตินิยมและการต่อต้านอย่างสิ้นหวังของอิหร่าน จนก่อให้เกิดสงครามการตอบโต้ที่กินเวลายาวนานและสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีฝ่ายใดชนะอย่างแท้จริง เว้นแต่มรสุมแห่งความไม่มั่นคงจะถาโถมเข้าสู่ตะวันออกกลางและโลกอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น