ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไวยากรณ์ทางความคิด

ช่วงนี้ผมอ่านบทความทางวิชาการมักเจอคำว่า"ไวยากรณ์ทางความคิด" บ่อยผมต้องการทราบที่มาและความหมายที่แน่นอนและตรงประเด็นจึงเขียนถาม AI และได้คำตอบมาดังนี้ : 

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าคำว่า "ไวยากรณ์ทางความคิด" ในภาษาไทย มีการใช้ในบริบททางสังคมและการเมือง โดย อาจารย์เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการรัฐศาสตร์อาวุโส เป็นบุคคลสำคัญที่ใช้และอธิบายความหมายของคำนี้ไว้อย่างชัดเจน

 

ความหมายที่แน่นอนและตรงประเด็น


ในบริบทที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระ ได้กล่าวถึง "ไวยากรณ์ทางความคิด" มีความหมายที่ลึกซึ้งและตรงประเด็น ดังนี้


  • โครงสร้างทางความคิดและอุดมการณ์: "ไวยากรณ์ทางความคิด" หมายถึง กรอบ ความคิด ความฝัน อุดมการณ์ หรือชุดความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับสังคม การเมือง และความเป็นอยู่ที่ดี ที่บุคคลหรือคนรุ่นหนึ่งได้สร้างสมและทิ้งไว้ให้เป็นมรดกกับคนรุ่นหลัง 

  • มรดกจากการต่อสู้ทางความคิด: แนวคิดนี้ถูกอธิบายผ่านมุมมอง "การเมืองของการปฏิวัติที่พ่ายแพ้" กล่าวคือ แม้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่และมีพลังคือ ความคิดและความฝันที่ถูกฝังรากไว้ ซึ่งจะกลายเป็นไวยากรณ์หรือกฎเกณฑ์ทางความคิดให้สังคมรุ่นต่อไปได้นำไปคิดต่อ ขยายผล หรือต่อสู้ต่อไป 

  • ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม: อาจารย์เกษียรยกตัวอย่าง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และแนวคิด "สันติประชาธรรม" หรือ "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ว่าเป็น "ไวยากรณ์ทางความคิด" ที่อาจารย์ป๋วยได้ฝากฝังไว้ในสังคมไทย แนวคิดนี้กลายเป็น วัตถุดิบทางความคิด ให้คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะนักการเมืองหรือผู้มีอุดมการณ์ นำไปใช้อ้างอิงและผลักดันนโยบายต่างๆ เช่น แนวคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความคิดของคนคนหนึ่งสามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดให้สังคมต่อยอดได้ 


กล่าวโดยสรุป "ไวยากรณ์ทางความคิด" ตามนัยของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ คือ โครงสร้างพื้นฐานทางความคิดและอุดมการณ์ที่ทรงพลัง ซึ่งถูกส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นเสมือนแม่แบบในการทำความเข้าใจและสร้างสรรค์สังคม แม้บริบททางประวัติศาสตร์และการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป

 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานขยี้กล่องดวงใจทศกัณฐ์

     เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานขยี้กล่องดวงใจทศกัณฐ์   ทศกัณฐ์มีน้องสาวคนสุดท้องชื่อ สำมนักขา กำลังเป็นหม้าย อยู่มาวันหนึ่ง แม่หม้ายสำมนักขาออกเทียวป่ามาเจอนางสีดา สาวงามอยู่กลางป่า เมื่อกลับไปเมืองลงกาก็นำเรื่องนางสีดาเล่าให้พี่ชายทศกัณฐ์ฟัง ทศกัณฐ์เป็นยักษ์ที่มีฤทธิเดชมาก มียี่สิบมือ สิบหัว นิสัยเจ้าชู้และโหดร้ายมาก เมื่อได้ฟังเรื่องนางสีดาจากน้องสาวก็ตาลุกวาวอยากได้นางสีดามาเชยชม ได้วางแผนลักพาตัวนางสีดาไปอยู่เมืองลงกา จึงเกิดสงครามแย้งชิงนางสีดาระหว่างฝ่ายพระรามซึ่งเป็นฝ่ายธรรมมะ กับฝ่ายยักษ์ทศกัณฐ์ซึ่งเป็นฝ่ายอธรรม ผลัดกันรับผลัดกันลุกหลายยกหลายตอน จนมีเรื่องร้องเรียนและฟ้องร้องไปยังท้าวมาลีวราช ให้ช่วยตัดสินความขัดแย้งระหว่างฝ่ายพระรามกับฝ่ายทศกัณฐ์ ฝ่ายทศกัณฐ์มั่นใจว่าท้าวมาลีวราชคงเข้าข้างตนเพราะตามศักดิ์ท้าวมาลีวราชเป็นปู่ของทศกัณฐ์ ตนสามารถติดสินบนท้าวมาลีวราชได้ และทศกัณฐ์พยายามใส่ความเท็จต่างๆกับพระราม เมื่อท้าวมาลีวราชมาสอบสวนทวนความ ทั้งฝ่ายพระราม ทั้งฝ่ายทศกัณฐ์ และนางสีดาแล้ว ก็เห็นชัดๆว่าฝ่ายทศกัณฐ์เป็นฝ่ายผิด จึงตัดสินให้ฝ่ายทศกัณฐ์คืนนางสีดาให้...

พุทธคือวิถีแห่งปัญญา (ตอนที่ ๒)

พุทธคือวิถีแห่งปัญญา (ตอนที่ ๒)   ถ้าหากจะต้องจัดลำดับใหม่ให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น มรรคที่มีองค์ประกอบ ๘ ประการดังกล่าวก็คือ สิกขา ๓ หรือไตรสิกขาที่เรียกว่า อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญาสิกขา สิกขา   ตามความหมายของพุทธนั้น คือ กระบวนการรับรู้หรือเรียนรู้ที่ผ่านการปฏิบัติและได้ประจักษ์แจ้งจริง ส่วน อธิ นั้นหมายถึง ใหญ่ หรือสำคัญ ดังนั้น อธิและสิกขาก็คือการเรียนรู้ยิ่งขึ้นไปของศีล จิตต (สมาธิ) และปัญญา อันเป็นลักษณะพลวัตของไตรสิกขาดังกล่าว หรือกล่าวโดยย่อก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ องค์ประกอบสำคัญที่จำเป็นจะต้องมีการพัฒนายิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อการบรรลุนิพพานนั่นเอง จึงจำแนกได้ดังนี้      ดังนั้นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะยกระดับจิตของมนุษย์ก็คือปัญญาซึ่งเป็นจุดเน้นที่สำคัญที่สุดของพุทธธรรมและเนื่องจากปัญญามีความสำคัญที่สุดกระบวนการสร้างปัญญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งจุดนี้เป็นจุดที่ขาดหายไปจากการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มนุษยนิยม        เพื่อการเข้าใจที่ชัดเจนของกระบวนการยกระดับหรือสร้างเสริมทาง...

นิทานสุภาษิตจีนเรื่อง ลุงโง่ย้ายภูเขา

   มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ลุงหยูกง แกตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่หลังภูเขาสองลูกชื่อว่า ไท่เชียงและหวังหวู ภูเขาสองลูกนี้ สูงนับพัน เริน กว้างใหญ่ถึง 700 ตารางลี้ ทุกคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่หลังเขาทั้งสองลูกนี้ ไม่สะดวกในการเดินทางเพราะภูเขามาปิดกันความ สะดวกสบาย แต่ด้วยความเคยชินไม่มีใครสนใจต่ออุปสักข้อนี้ ลุงหยูกงแกก็ใช้ชีวิติไปตามปกติเหมือนคนทั่วไป หรือแกจะคิดถึงอุปสักข้อนี้ อยู่บ้างตามนิทานก็ไม่ได้บันทึกไว้ และอีกข้อหนึ่งที่นิทานไม่ได้บันทึกไว้ก็คือไม่เคยปรากฏว่าแกเคยเป็นกำานัน ตามนิทานจึงไม่เรียกแกว่า “ลุง กำานัน  หยูกง”   จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งแกเกิดดำาริขึ้นในใจว่า”เราก็ทำาอะไรต่อมิอะไรมาในชีวิติมากมายถูกบ้างผิดบ้างเป็ นธรรมดาของคน สามัญทั่วๆไป แต่ครั้งนี้เราได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่า ไอ้ภูเขาสองลูกนี้ที่ขวางความเจริญของหมู่บ้านเราอยู่นี้ จะต้องขุดย้ายออกไป ไม่ให้เป็นอุปสักขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของหมู่บ้านต่อไปอีก ว่าแล้วแกก็ชวนลูกหลานและเพื่อนบ้านที่เห็นด้วยกับแกให้มาช่วยกันขุดย้าย ภูเขา ยังมีเพื่อนบ้านของลุงหยูกงคนหนึ่งชื...